สถานที่สำคัญแหล่งท่องเที่ยว

ตลาดสดเทศบาลตำบลตาดทอง

      ตลาดสดเทศบาลตำบลตาดทอง ตั้งอยู่ที่ บ้านตาดทอง หมู่ที่ 9 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ติดกับถนนแจ้งสนิททางไปจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันตลาดสดเทศบาลตำบลตาดทอง มีแผงขายสินค้าอยู่ ทั้งหมด 397 แผง มีระบบรักษาความปลอดภัยกล้องวงจรปิด cctv จำนวน 11 จุด ห้องสุขา ลานจอดรถไว้คอยบริการ และเจ้าหน้าที่ อปพร.คอยอำนวยสะดวก เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด

 

ธาตุก่องข้าวน้อย (ธาตุถาดทอง) บ้านตาดทอง

      ธาตุก่องข้าวน้อย บ้านตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร อยู่ห่างจากจังหวัดยโสธร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ ไปทางอำเภอคำเขื่อนแก้ว ประมาณ ๗ กิโลเมตร เลี้ยวเข้าหมู่บ้านตาดทอง ไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร จะถึงที่ตั้งธาตุก่องข้าวน้อย หรือธาตุตาดทอง หรือธาตุถาดทอง

      ธาตุก่องข้าวน้อยก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดจากลักษณะที่ปรากฏเป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะล้านช้างที่พบอยู่ทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๓ – ๒๕ สมัยอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มชนเชื้อสายลาวที่จะ อพยพมาจากเวียงจันทร์ในสมัยธนบุรีที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดยโสธรในปัจจุบันเป็นผู้ก่อสร้างธาตุเจดีย์ไว้เป็นปูชนียสถาน

      จากการศึกษาทางโบราณคดีพบว่าบริเวณบ้านตาดทอง เป็นชุมชนโบราณ มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จนรับวัฒนธรรมแบบทวารวดี โดยพบใบเสมาปักอยู่ทั่วไปในบริเวณหมู่บ้านและเป็นเมืองโบราณในสมัยขอมโดยพบจารึกที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ กล่าวถึง พระเจ้าอีสานวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๔๖๘ – ๑๔๗๑) ได้ส่งพระราชธิดาพร้อมด้วยทาสชายหญิง และทรัพย์สิ่งของเป็นจำนวนมาก เพื่อให้มาเป็นมเหสีของเจ้าชายเมืองนี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าจะตั้งอยู่ในบริเวณบ้านตาดทอง ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีลูกหลานของพระวอ พระตา ได้อพยพมาตั้งที่บ้านสิงห์ท่า ซึ่งภายหลังยกฐานะเป็นเมืองยโสธร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลักษณะทางศิลปกรรม

      ธาตุก่องข้าวน้อย หรือธาตุตาดทอง มีโครงสร้างเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐมีฐาน ๒ ชั้น ทำเป็นแอวขันตามแบบสถาปัตยกรรมล้านช้าง มีเรือนธาตุเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมีซุ้มจระนำอยู่ทั้งสี่ทิศ ตัวธาตุสูงประมาณ ๑๐ เมตร โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ

      ส่วนฐาน กว้างด้านละประมาณ ๒ เมตร ทำบัวคว่ำบัวหงายลดหลั่นกันเป็นแอวขันปากพานและย่อมุมไม้สิบสองทั้งสี่มุม ส่วนบนของฐานจะผายออกเพื่อรับเรือนธาตุ ส่วนฐานสูงประมาณ ๓ เมตร

      เรือนธาตุ เป็นทรงสี่เหลี่ยม ทำซุ้มจระนำประดับพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศ เหนือซุ้มจระนำทำเป็นลายกระหนกประดับ ที่เสาซุ้มจระนำมีดอกจันทร์เทศขนาดใหญ่ประดับเสาละ ๑ ดอก ส่วนที่เป็นเรือนธาตุผายออกไปเพื่อรับกับส่วนยอดพระธาตุ

      ส่วนยอดธาตุ ทำแปลกกว่าสถาปัตยกรรมล้านช้างทั่วไป คือ มีปลียอดเล็กๆ แซมอยู่ทั้งสี่ด้าน โดยเสริมให้ยอดกลางโดดเด่นขึ้น ตัวยอดแซมไม่ได้เป็นซุ้มแต่ทำเพียงอิงฐานของยอดกลางไว้เท่านั้น ลักษณะยอดทำทรงหีบมีกลีบบัวอยู่ที่โคนหีบสูงชะลูดไปสู่คอขวด แล้วหยักเป็นแอวขันคั่นกับยอดสุดเพื่อให้ยอด สุดดูโดดเด่นยิ่งขึ้นส่วนยอดธาตุสูงประมาณ ๔ เมตร บริเวณรอบธาตุทำเป็นกำแพงแก้วเตี้ยๆ โอบรอบอยู่ทั้ง ๔ ด้านยาวประมาณด้านละ ๕ เมตร บริเวณด้านตะวันออกของธาตุติดกับกำแพงแก้วมีวิหารก่ออิฐหลังเล็กๆ ประดิษฐานพระพุทธรูป ๑ องค์ ก่อขึ้นใน พ.ศ.๒๔๙๕ โดยช่างบ้านตาดทองบริเวณโดยรอบธาตุมีใบเสมาปักอยู่เป็นกลุ่มๆ ลักษณะใบเสมาเป็นหินทรายแดงแกนกลางสลักเป็นภาพสถูป แบบศิลปะทวารวดี และยังมีธาตุที่สร้างในสมัยหลัง เพื่อเก็บอัฐิตามคตินิยมของชาวอีสานตั้งอยู่รายรอบตัวธาตุด้วย

      ธาตุตาดทองนี้มีเรื่องเล่าเป็นนิทานสืบต่อกันมา อธิบายการสร้างธาตุโดยนำไปเชื่อมโยงกับการสร้างพระธาตุพนม ว่ามีผู้คนกลุ่มหนึ่งทราบข่าวว่าจะมีการบูรณะพระธาตุพนม จึงได้พากันรวบรวมของมีค่าจะนำไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนม ได้เดินทางมาถึงบริเวณบ้านตาดทอง พบกับชาวบ้านที่ไปช่วยกันก่อสร้างธาตุ จึงนำถาดทองที่ใช้ใส่ของมีค่าที่จะไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนมมาใส่ไว้ในธาตุนี้ด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อ “ธาตุตาดทอง”

      ภายหลังตำนานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ได้ถูกนำเข้ามาเป็นเรื่องของการสร้างธาตุองค์นี้ที่เล่ากันมามีใจความโดยย่อว่าลูกชายได้ฆ่าแม่ด้วยอารมณ์วูบเดียวเนื่องจากโมโหหิวข้าวเมื่อสำนึกผิดจึงสร้างเจดีย์สูงเท่าต้นตาลเพื่อเป็นการไถ่บาปของตน ณ ตรงที่แม่ตาย ธาตุก่องข้าวน้อย ตามการสันนิษฐานคงได้ทำการซ่อมแซมมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีประวัติอ้างอิงไว้แน่นอน แต่ตามหลักฐานประมาณเอาไว้คาดว่ามีจำนวน ๓ ครั้ง คือ

      การซ่อมครั้งที่ ๑ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๘ โดยการนำของพ่อกำนันกา เวชกามา (ขณะนั้นเรียกกำนันว่าตาแสง) เพราะสมัยนั้นมีการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๗ และพระครูอุปัชฌาย์คำสิงห์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสพร้อมกับชาวบ้าน ได้พากันถากถางต้นไม้เถาวัลย์ที่ปกคลุมธาตุออก ธาตุอยู่ในสภาพทรุดโทรม ยอดหักพังเหลือพอเป็นเค้าโครงไว้เท่านั้น จึงได้พากันปั้นอิฐ เผาอิฐเสร็จก็ถึงฤดูทำนาการทำงานซ่อมแซมจึงงดไว้ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็เริ่มทำการซ่อมแซมต่ออีก โดยมอบหมายให้พ่อทิดน้อย น้องชายของพ่อกำนันกา ซึ่งเป็นช่าง อุปกรณ์การซ่อมก็เอาวัสดุพื้นบ้าน มีหิน ปูน ยางบง น้ำแช่หนังควายผสมน้ำอ้อยทรายเท่านั้น ซ่อมเสร็จในปี ๒๔๗๐ ทำบุญฉลอง ๓ วัน ๓ คืน

      การซ่อมครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ ได้เกิดพายุดีเปรสชั่นพัดแรงฝนตกหนัก ต้นไม้หักพังบ้านเรือนราษฎร ได้รับความเสียหาย จึงทำให้ยอดธาตุก่องข้าวน้อยหักลง ได้รายงานให้กรมศิลปากรทราบ ทางกรมศิลปากรจึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมมาซ่อมแซมยอดธาตุก่องข้าวน้อยใหม่

      การซ่อมครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ โดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาดำเนินการซ่อมเองมาจนถึงปัจจุบัน

 

ธาตุลูกฆ่าแม่ วัดทุ่งสะเดา

      ธาตุลูกฆ่าแม่ วัดทุ่งสะเดา บ้านสะเดา ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

      ธาตุลูกฆ่าแม่ วัดทุ่งสะเดา เป็นธาตุที่มีตำนานเล่าขานมานานเรื่องลูกฆ่าแม่ เนื่องจากมีธาตุสององค์ แต่เหลือตั้งอยู่เพียง ๑ องค์

      โบราณสถานสำคัญในวัดทุ่งสะเดาประกอบด้วยเจดีย์ก่ออิฐถือปูนจำนวน 2 องค์(ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน) องค์แรกเหลือเพียงฐานบางส่วน ส่วนองค์ที่สองมีสภาพสมบูรณ์ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบฐานแท่นบูชาของเจดีย์องค์แรกยื่นเข้าไปใต้ฐานเจดีย์องค์ที่สอง อันเป็นหลักฐานว่า เจดีย์องค์ที่เหลือเพียงฐานนั้นได้สร้างก่อน หลังจากพังทลายลง จึงสร้างเจดีย์องค์ที่สองทับลงบนส่วนฐานของเจดีย์องค์แรก นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2525 ชาวบ้านยังขุดพบโบราณวัตถุในไหจำนวน 4 ใบใต้ฐานเจดีย์องค์ที่สองด้วย โดยมีพระพุทธรูปไม้ปางสมาธิ พระพิมพ์ เศษกระดูก กล้องยาสูบ และเครื่องถ้วยจีน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดทุ่งสะเดา

      ลักษณะสถาปัตยกรรมของเจดีย์องค์ที่มีสภาพสมบูรณ์นั้น เป็นทรงบัวเหลี่ยมในผังแปดเหลี่ยมตามศิลปะพื้นถิ่นอีสาน กำหนดอายุในพุทธศตวรรษที่ 23 มีส่วนฐานเป็นชั้นหน้ากระดานขนาดเล็กเรียงลดหลั่น(เพื่อรับฐานบัว)และมีชั้นคล้ายบัวหงายขนาดใหญ่ ถัดขึ้นมาเป็นบัวแปดเหลี่ยมรับกับปลียอดและฉัตร อันเป็นลักษณะเจดีย์ที่นิยมสร้างในเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทร์เช่นกัน

      กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานธาตุก่องข้าวน้อย วัดทุ่งสะเดา ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479 โดยเจดีย์องค์ที่มีสภาพสมบูรณ์(องค์ลูก)ได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ.2555 ขณะที่เจดีย์องค์ที่เหลือเพียงส่วนฐาน(องค์แม่)ได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ.2537

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

Map

Poll

ความพึงพอใจของท่านต่อการบริหารงาน และการให้บริการประชาชนของ เทศบาลตำบลตาดทอง อยู่ในระดับใด ?
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
Total Votes:
First Vote:
Last Vote:

สารสนเทศ สถ.

หน่วยงาน สถ.

ลิงค์น่าสนใจ